สำนักงานปลัด

การแจ้งเกิด
1. ให้แจ้งเกิดภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันเกิด
2. ถ้าเกิดในบ้านให้เจ้าบ้านแจ้ง ถ้าเกิดนอกบ้านให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้แจ้งการเกิด
3. การแจ้งเกิดต้องแจ้งในท้องที่ที่เด็กเกิด
4. ในกรณีที่เด็กเกิดเกิน 15 วันผู้แจ้งต้องไปแจ้งท้องที่ที่มีชื่ออยู่ปัจจุบัน
5. ผู้แจ้งเกิดต้องตั้งชื่อเด็กที่จะขอแจ้งเกิดให้เรียบร้อย
6. ผู้แจ้งเกิดต้องเตรียมหลักฐาน ดังนี้
- บัตรประจำตัวผู้แจ้ง
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- หนังสือรับรองการเกิดซึ่งแพทย์ผู้ทำคลอดเป็นผู้ออกให้
7. ถ้าไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา มีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

การแจ้งตาย
1. ถ้าตายในบ้านให้เจ้าบ้านเป็นผู้แจ้ง
2. ถ้าตายนอกบ้าน ให้ผู้ที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพเป็นผู้แจ้ง
3. ให้แจ้งการตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือพบศพ
4. ให้แจ้งการตายต่อกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ในท้องที่นั้น ๆ
5. หลัดฐานที่ต้องเตรียมไป
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านซึ่งมีชื่อผู้ตาย (ถ้ามี)
- บัตรประจำตัวของผู้ตาย (ถ้ามี) และบัตรของฯ ของผู้แจ้ง
- หนังสือรับรองการตายจากสถานพยาบาล (ถ้ามี)
6. ถ้าไม่แจ้งตายภายในเวลา มีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

บัตรประจำตัวประชาชน

คุณสมบัติของผู้ที่จะต้องขอมีบัตรประตัวประชาชน
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ต้องใบขอทำบัตรฯ ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ เขตเทศบาล หรือเมืองพัทยา ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ภายใน 90 วันนับแต่วันที่อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์
3. บัตรฯ ชำรุดหรือสูญหาย ต้องยื่นคำขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วัน
4. อายุของบัตรฯ กำหนดให้ใช้ 6 ปี เมื่อบัตรฯ หมดอายุต้องขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วัน นับจากวันที่บัตรฯหมดอายุ
5. หลักฐานที่ต้องเตรียมไป
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- บัตรฯ เดิม (กรณีบัตรฯ เดิมชำรุด)
- เอกสารราชการอื่นอย่างอื่น เช่นใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อตัว หรือ ทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
- ถ้ามีแต่สำเนาทะเบียนบ้าน ให้นำเจ้าบ้านหรือผู้ที่น่าเชื่อถือได้ไปให้คำรับรอง
6. ไม่ยื่นคำร้องขอมีบัตรฯ ภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
7. บัตรฯ หมดอายุไม่ต่อบัตรฯ ภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

การจดทะเบียนสมรส
คุณสมบัติของผู้ที่จะจดทะเบียนสมรส
1. อายุครบ 17 ปีบริบูรณ์
2. ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือไร้ความสามารถ
3. ไม่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดามารดา
4. ไม่เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่น

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนสมรส คือ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน

การจดทะเบียนสมรส
- ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรส ทีที่ว่าการอำเภอแห่งใดก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของคู่สมรส

คู่สมรสที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
- ต้องนำบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาให้ความยินยอม

ทะเบียนพินัยกรรม
พินัยกรรม คือ คำสั่งสุดท้าย ซึ่งแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมในเรื่องทรัพย์สินหรือกิจการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลบังคับตามกฎหมายในเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย

1. พินัยกรรมแบบธรรมดาและแบบเขียนเองสามารถทำได้ด้วยตนเอง
2. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง แบบทำเป็นเอกสารลับและแบบทำด้วยวาจา ให้ยื่นคำร้องขอทำพินัยกรรม ได้ที่ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอหรือ สำนักงานเขต
3. ผู้ทำต้องนำหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ที่จะระบุไว้ในพินัยกรรมไปแสดงด้วย
การขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล

หลักเกณฑ์
ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับพระปรมาภิไธยหรือพระนามของพระราชินี ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่เป็นราชทินนามของตน ของบุพการี หรือผู้สืบทอดสันดาน ต้องเป็นคำที่ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย มีพยัญชนะไม่เกิน 10 พยัญชนะ เว้นแต่กรณีเป็นราชทินนาม มีคำแปลตามหลัก ภาษาไทย พจนานุกรมและเขียนตัวสะกดการันต์ถูกต้อง ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานชื่อสกุล ห้ามใช้คำว่า “ ณ” นำหน้าชื่อสกุลห้ามเอานามมหานครและศัพท์ที่ใช้เป็นพระปรมาภิไธยมาใช้
2. ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
3. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
สำเนาทะเบียนบ้าน
บัตรประจำตัวประชาชน
ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
4. เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้นำไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและหลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย

ทะเบียนฃชื่อบุคคล
1. หลักเกณฑ์
- ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินีหรือราชทินนาม
- ต้องไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
- ต้องไม่มีเจตนาทุจริต
- มีความหมายในภาษาไทยตามพจนานุกรม
2. ผู้ที่ยังไม่มีชื่อรองมาก่อนจะขอตั้งชื่อรองก็ได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่การขอเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรองต้องเสียค่าธรรมเนียม 25 บาท
3. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
4. ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
5. เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้นำไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและหลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย

การแจ้งย้ายทีอยู่

1. เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่ออกจากบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งย้ายออกต่อนายทะเบียนภายมใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้านออก
2. เมื่อมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านให้เจ้าบ้านแจ้งย้ายเข้าต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายเข้า
3. กรณีอยู่นอกเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานครให้แจ้งการย้าย ณ ที่ว่าการอำเภอในท้องที่นั้น
4. กรณีอยู่ในเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานครให้แจ้งการย้าย ณ สำนักงานเทศบาลหรือสำนักงานเขตนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
5. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน
บัตรประจำตัวของผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีมอบหมาย)
หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (ถ้ามี) (กรณีย้ายเข้าจะต้องมีใบแจ้งย้ายที่อยู่อีกด้วย)
6. ถ้าไม่แจ้งย้ายที่อยู่ภายในกำหนด ตามข้อ 1-2 มีความผิดตามกฎหมายต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

การแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง
1. เมื่อผู้ที่ย้ายที่อยู่ ได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ย้ายออกจากบ้านเดิมสามารถไปแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทางที่สำนักงานทะเบียนบ้านแห่งท้องที่ที่อยู่ใหม่ได้
2. ต้องแจ้งย้ายปลายทางภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายออกจากบ้านเดิม
3. กรณีอยู่นอกเขตเทศบาล หรือกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งย้ายปลายทาง ณ ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ แห่งที่อยู่ใหม่นั้น
4. กรณีอยู่ในเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งย้ายปลายทาง ณ สำนักงานเขตเทศบาลหริอสำนักงานเขตที่อยู่ใหม่นั้น ๆ แล้วแต่กรณี
5. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของบ้านที่เข้าไปอยู่ใหม่
- บัตรประจำตัวของผู้ขอย้ายปลายทาง และบัตรฯ ของเจ้าบ้านที่จะย้ายเข้าไปอยู่ใหม่
- หนังสือแสดงความยินยอมให้ย้ายเข้าของเจ้าบ้าน
6. ค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย 5 บาท
7. ถ้าไม่แจ้งย้ายภายในกำหนด มีความผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

การยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า
ต้องการยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้าทำอย่างไร
1. ขอใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอแบบฟอร์มคำร้องขอใช้ไฟฟ้า ได้ที่แผนกบริการการไฟฟ้านครหลวงเขตทุกแห่ง หรือที่ทำการสาขาย่อยที่ท่านสะดวกที่สุด
2. เอกสารประกอบการขอใช้บริการไฟฟ้า

สำเนาบัตรประจำตัว หรือ สำเนาบัตรปรจำตัวของผู้มีอำนาจทำการแทนและของผู้รับมอบอำนาจ หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล อายุไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่สำนักงานทะเบียนรับรอง

  • ทะเบียนบ้านที่ขอใช้ไฟฟ้า หรือหนังสือให้เลขบ้าน หรือหนังสืออนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร (เฉพาะเขตควบคุมการก่อสร้าง)
  • สำเนาทะเบียนบ้านที่จะขอใช้ไฟฟ้า
  • หลักฐานแสดงการมีสิทธิเป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้า
  • รายการแสดงขนาดและจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า
  • แผนผังสถานที่ใช้ไฟฟ้า

3. ในกรณีขอใช้ไฟฟ้าใหม่ ท่านสามารถตรวจสอบว่าสถานที่ขอใช้ไฟฟ้าอยู่ในพื้นที่บริการใดโดยสังเกตจากแผ่นป้ายโลหะเคลือบพื้นสีน้ำเงิน ที่มีอักษรและตัวเลขสีขาว ซึ่งติดไว้ประจำเครื่องวัดฯ บนเสาไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียง
4. สถานที่ขอใช้ไฟฟ้าใหม่ จะต้องมีเสา-สายไฟแรงต่ำผ่าน ไม่มีการปักเสาพาดสายเพิ่มหรือเปลี่ยนหม้อแปลง และต้องไม่มีหนี้ค่าไฟฟ้าและ/หรือหนี้ค้างชำระอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ไฟฟ้า
5. ผู้ขอใช้ไฟฟ้าชำระค่าใช้จ่ายพร้อมหลักประกันในวันที่ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า
6. การเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในสถานที่ใช้ไฟฟ้าถูกต้องตามมาคราฐานการไฟฟ้านครหลวง

คำแนะนำในการไปติดต่อสถานีตำรวจ 
เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ เมื่อท่านไปติดต่อที่สถานีตำรวจท่านควรเตรียมเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็นติดตัวไปด้วยคือ
1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบแทนฯ หรือ
2. บัตรประจำตัวข้าราชการ หรือ
3. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือ
4. หนังสือเดินทาง (Passport ) สำหรับชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศ
5. สำเนาทะเบียนบ้าน
6. ในกรณีที่ท่านจะไปร้องทุกข์ (แจ้งความ) โดยเป็นตัวแทนของผู้อื่น ให้นำหลักฐานต่าง ๆ ดังนี้ติด ตัวไปด้วย
- ใบสำคัญแสดงการเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์
- ใบสำคัญแสดงการเป็นผู้อนุบาลของผู้ไร้ความสามารถ (ตามคำสั่งศาล)
- ในกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ให้ท่านนำหลักฐานซึ่งแสดงว่าท่านเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานหรือสามีภรรยา (ซึ่งได้จดทะเบียนบ้าน, สูติบัตร, ใบทะเบียนสมรส ฯลฯ) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- ใบสำคัญแสดงการอนุญาตของสามีหรือภรรยา แล้วแต่กรณีให้ร้องทุกข์แทนหรือเป็นตัวแทนโดยสมบูรณ์
- ในกรณีที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลให้นำ
- หนังสือมอบอำนาจของนิติบุคคลเป็นหลักฐาน รวมทั้งติดอากรแสตมป์ 5 บาท
- หนังสือรับรองนิติบุคคลนั้นของกระทรวงพาณิชย์

แจ้งความบัตรประชาชนหาย 
  กทม. แจ้งที่สถานีตำรวจ

  • ต่างจังหวัด สามารถแจ้งความได้ที่ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ หรือสถานีตำรว

อายุของบัตร

  • กำหนดให้ใช้ได้ 6 ปี เมื่อถึงกำหนดสิ้นอายุบัตร ต้องไปติอต่อขอทำบัตรใหม่ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ เว้นแต่บัตรที่ยังไม่หมดอายุในวันที่ผู้ถือบัตรมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ บัตรนั้นสามารถใช้ได้ต่อไปตลอดชีวิ

ความผิด

  • ผู้ถือบัตรผู้ใดไม่อาจแสดงบัตรได้เมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตรขอขอตรวจมีโทษปรับไท่เกิน 100 บาท
  • ไม่ยื่นคำขอมีบัตรภายในกำหนด หรือ บัตรหายแล้วไม่ขอมีบัตรใหม่ภายในกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
  • เปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล แล้วไม่ขอเปลี่ยนบัตรภายในกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
  • ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท

แจ้งความเอกสารสำคัญหาย 
เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์, จักรยานยนต์, โฉนดที่ดิน, ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ฯลฯ มีขั้นตอนดำเนินการดังนี้

1. ยื่นคำร้องแจ้งว่าเอกสารดังกล่าวหายต่อสถานีตำรวจท้องที่ที่หาย
2. เจ้าพนักงานตำรวจจะทำการสอบสวนว่าหายจริงหรือไม่แล้วลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
3. เจ้าพนักงานตำรวจจะออกหลักฐานการแจ้งความเอกสารหายเพื่อให้ท่านนำไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

 แจ้งความคนหาย 


หลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
1. บัตรประจำตัวผู้หาย (ถ้ามี)
2. ใบสำมะโนครัว (ทะเบียนบ้าน) ผู้หาย
3. ภาพถ่ายคนหาย (เป็นภาพถ่ายที่ใหม่ที่สุด)
4. ใบสำคัญทางราชการ เช่น ใบเกิด , ใบสำคัญทหาร (ใบกองเกิน, กองหนุน)

 แจ้งความรถและเรือหาย 


หลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
1. ใบทะเบียนรถยนต์ รถจักรยานยนตื เรือ หรือพาหนะอื่น ที่หาย
2. ใบรับเงินหรือสัญญาซื้อขายเท่าที่มี
3. ถ้าเป็นตัวแทนห้างร้าน บริษัทผู้ไปแจ้งความ ควรมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของหรือผู้จัดการห้างร้าน บริษัทนั้น ๆ ไปรวมทั้งหนังสือรับรองบริษัทด้วย
4. หนังสือเกี่ยวกับการติดต่อหรือเอกสารที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานได้ (ถ้ามี)
5. หนังสือคู่มือประจำตัวรถที่ทางบริษัท ห้างร้านจ่ายให้เป็นคู่มือ ถ้าไม่มีหนังสือคู่มือรถให้จำยี่ห้อ สีแบบ หมายเลขประจำเครื่องและตัวรถไปด้วย (ถ้ามี)

แจ้งความอาวุธปืนหาย 
หลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
1. ทะเบียนใบอนุญาตอาวุธปืน
2. ใบเสร็จรับเงินที่บริษัทห้างร้านขายปืนออกให้ (ถ้ามี)